ประวัติศาสตร์ของแอลเบเนีย

"ประวัติศาสตร์ของชาวแอลเบเนียได้จารึกถึงการต่อสู้มาโดยตลอด" เป็นบทนำของรัฐธรรมนูญฉบับสตาลินในปี 1976 โดยผู้เขียนถ้อยคำเหล่านี้ก็คือบุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของแอลเบเนีย เอ็นเวอร์ ฮอกซาร์ ซึ่งเป็นผู้นำเผด็จการยุคหลังสงครามตามแบบนวนิยายของจอร์จ ออร์เวลล์ การที่ฮอกซาร์บันทึกไว้ในกฎหมายสูงสุดของแอลเบเนียเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาก็เหมือนกับเผด็จการโซเวียตซึ่งเป็นคู่คิดของเขา คือใช้ความทรงจำของประชาชนในประเทศมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเขากุมอำนาจมานานกว่าสี่ทศวรรษ การตายของฮอกซาร์ การล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกที่เหมาะเจาะกับจังหวะเวลาในช่วงปลายทศวรรษ 80 และการล่มสลายของเศรษฐกิจในประเทศ คือสิ่งที่ลบล้างให้อิทธิพลของฮอกซาร์เลือนหายไป และกระตุ้นให้แอลเบเนียเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลง

ชาวแอลเบเนียน่าจะเป็นชนชาติมีต้นกำเนิดมาจากชาวอิลลีเรีย ซึ่งอาศัยอยู่ในคาบสมุทรบอลข่าน และได้รวมตัวกันเข้าทำสงครามกับกรีก ทราเซีย และมาร์เซโดเนีย ก่อนที่จะตกอยู่ในอำนาจของโรมันประมาณช่วงก่อนคริตศตวรรษ หลังการล่มสลายโรม กลุ่มอำนาจจากทางตะวันออกและตะวันตก ทั้งอำนาจในทางโลกและทางศาสนา ต่างก็สู้รบปรบมือกันเป็นเวลานานหลายศตวรรษ เพื่อเข้าครอบครองดินแดนต่างๆ ซึ่งประกอบขึ้นเป็นคาบสมุทรบอลข่าน ถึงเวลานี้ชาวอิลลีเรียในคาบสมุทรบอลข่านก็ค่อยๆ ลดจำนวนลง มีพวกบัลการ์ เซิร์บ โครแอท และชาวแอลเบเนียมาอยู่แทนที่ แต่เพราะมีภูเขาแวดล้อมยากแก่การเข้าถึงและด้วยลักษณะสังคมแบบชนเผ่าที่ปรับตัวได้ดี ชาวแอลเบเนียจึงยังอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน และเอกลักษณ์เฉพาะตัวและภาษาในตระกูลอินโดยูโรเปียนก็ยังคงอยู่กับพวกเขาอย่างครบถ้วน

ในศตววรรษที่สี่ พวกอนารยชนเริ่มเข้ามารุกรานจักรวรรดิโรมัน และโอกาสของชาวอิลลีเรียที่จะได้มีดินแดนของตัวเองก็เลือนลางไป พวกก็อทจากตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรปและพวกฮั่นจากเอเชีย เป็นพวกแรกที่รุกรานโรมันในช่วงกลางศตวรรษที่สี่ พวกอาวาร์โจมตีใน ค.ศ. 570 ส่วนชาวเซิร์บและโครแอทเชื้อสายสลาฟนั้นครอบครองพื้นที่ส่วนที่มีประชาชนชาวอิลลีเรียอาศัยอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่เจ็ด ประมาณห้าสิบปีต่อมา ชาวบัลการ์ครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ในคาบสมุทรบอลข่านไว้ได้ แล้วยังขยายอำนาจไปทางที่ราบต่ำ ซึ่งปัจจุบันคือภาคกลางของประเทศแอลเบเนียดเสน คนเชื้อสายอิลลีเรียส่วนหนึ่งจึงอพยพออกจากพื้นที่ชายฝั่งไปยังแถบภูเขา วิถีชีวิตแบบเดิมซึ่งเป็นชาวนาที่อยู่ประจำที่ก็เปลี่ยนไปเป็นการเดินทางเลี้ยงสัตว์ร่อนเร่ไปตามถิ่นต่างๆ และก็มีชาวอิลลีเรียอีกจำนวนมากแต่งงานกับชาวบัลการ์แล้วกลืนกลายเป็นพวกบัลการ์ไปในที่สุด พูดโดยสรุปก็คือ ในดินแดนที่จะกลายมาเป็นประเทศแอลเบเนียปัจจุบันนี้ ผู้บุกรุกได้ทำลายเมืองศูนย์กลางของวัฒนธรรมโรมันและไบแซนไทน์ให้สูญสิ้นไปหรืออ่อนแอลงเป็นอันมาก

ในช่วงปลายของยุคกลางก็มีกองทัพเข้ามารุกรานทำลายล้างดินแดนคาบสมุทรบอลข่านของชาวอิลลีเรียอีกครั้ง กองเรือของนอร์มัน เวนิส และไบแซนไทน์ต่างก็เข้ามาประชิดฝั่งทะเล ส่วนพวกบัลการ์ เซิร์บ และไบแซนไทน์นั้นยกพลขึ้นบกและยึดครองดินแดนนั้นอยู่นานหลายปี การรบราระหว่างชนเผ่าและการรุกรานเป็นสาเหตุของสภาพทุกข์ยากซึ่งกระตุ้นให้ชาวอิลลีเรียอพยพมุ่งหน้าลงใต้สู่กรีซ เช่น เทสซาลลี คาบสมุทรเพโลพอนนีส และหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลยแอเจียน สำหรับชาวอิลลีเรียที่เหลืออยู่ก็ถูกกลืนชาติไปเสียมาก แต่ชาวอิลลีเรียในดินแดนซึ่งเป็นประเทศแอลเบเนียและส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวียและกรีซในปัจจุบัน กลับไม่เคยถูกกลืนชาติได้ทั้งหมด และไม่เคยมีใครครอบครองพวกเขาได้เลย

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงแอลเบเนียและชาวแอลเบเนียเป็นครั้งแรก ได้แก่เรื่องราวการกบฏของจักรพรรดิไบแซนไทน์ อเล็กเซียสที่หนึ่งคอมเมนุส เพื่อต่อต้านการรุกรานของพวกนอร์มันจากทางตอนใต้ของอิตาลีซึ่งมีวาติกันหนุนหลังอยู่ และเข้ามายังดินแดนของชาวแอลเบเนียใน ค.ศ. 1081

พวกเซิร์บมีอำนาจเหนือดินแดนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกของแอลเบเนียอยู่จนปลายศตวรรษที่ 12 ใน ค.ศ. 1204 หลังจากกองทัพครูเสดจากยุโรปตะวันตกยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้แล้ว เวนิสก็ได้สิทธิ์ในนามที่จะปกครองแอลเบเนนียและอีไพรัสทางตอนเหนือของกรีซ รวมทั้งเข้ายึดครองเมืองเดอร์ไว้ด้วย เจ้าชายไมเคิล คอมเมนุส ซึ่งราชวงศ์ไบแซนไทน์ของตนถูกโค่นล้มลง ได้เข้ามาเป็นพันธมิตรกับผู้นำของชาวแอลเบเนีย และสามารถขับไล่พวกเวนิสออกจากดินแดนซึ่งคือภาคใต้ของแอลเบเนียและภาคเหนือของกรีซได้สำเร็จ ต่อมาใน ค.ศ. 1204 พระองค์ได้ตั้งรัฐอิสระขึ้น คืออีไพรัส โดยมีเมืองจานินา (ปัจจุบันคือเมืองไอโอแอนนินาทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีซ) เป็นเมืองหลวง ใน ค.ศ. 1272 กษัตริย์ของเนเปิล ชาร์ลส์ที่หนึ่งแห่งอองจู ได้เข้ายึดครองเมืองเดอร์และสถาปนาอาณาจักรแอลเบเนียซึ่งได้ยืนหยัดอยู่นานถึงหนึ่งศตวรรษ ความขัดแย้งภายในเมื่อศตวรรษที่ 14 ทำให้จักรวรรดิไบแซนไทน์อ่อนแอลงเรื่อยๆ เป็นเหตุให้สเตฟาน ดูซาน ผู้นำของชาวเซิร์บที่เรืองอำนาจมากที่สุดในยุคกลางสามารถตั้งจักรวรรดิได้สำเร็จ โดยรวบรวมได้เอาแอลเบเนียทั้งหมดยกเว้นเมืองเดอร์ แต่อาณาจักรนี้ก็ตั้งอยู่ได้ไม่นานนัก

ในศตวรรษที่ 14 และ 15 พวกออตโตมันเติร์กหลั่งไหลเข้าสู่ดินแดนทางตะวันตกของคาบสมุทรบอลข่าน แม้ว่าสแกนเดอร์เบก วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของแอลเบเนียจะได้รวบรวมกำลังปกป้องอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายชาวแอลเบเนียก็พ่ายแพ้แก่กองทัพของสุลต่านตุรกี ในช่วงห้าปีภายใต้การปกครองของพวกออตโตมันนี้ ประชาชนชาวแอลเบเนียราวสองในสาม รวมทั้งบรรดาเจ้านายผู้ทรงอำนาจในระบบศักดินาต่างก็ได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ชาวแอลเบเนียหลายชั่วอายุคนจึงเป็นผู้เคร่งหลักปฏิบัติของศาสนาอย่างที่สุด แต่แม้จะนับถือศาสนาอิสลามแล้วชาวแอลเบเนียส่วนหนึ่งก็ยังแอบปฏิบัติตัวเป็นคริตศาสนิกอยู่นั่นเอง มาถึงปี 1912 นี้ ผู้ชายส่วนใหญ่ในหมู่บ้านแถบเอลบาซานก็ยังมีชื่อสองชื่อ ชื่ออิสลามนั้นมีไว้ใช้อย่างเปิดเผยทั่วไป ส่วนชื่อทางศาสนาคริสต์นั้นใช้เป็นการส่วนตัว

วิธีการเปลี่ยนศาสนาของพวกออตโตมันเติร์กที่ได้ผลดีที่สุด โดยเฉพาะสำหรับประชาชนทางตอนกลางและทางตอนใต้ของประเทศ คือการตั้งปาชาและเบย์ ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นสูงขึ้น ข้าราชการเหล่านี้จะได้รับที่ดินจำนวนมากและรวมทั้งมีอำนาจทางการเมืองและการบริหารด้วย บรรดาปาชาและเบย์ได้ใช้อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจมาควบคุมชาวนา หลายคนจึงเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม มีทั้งที่ถูกบังคับและที่หวังประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เมื่อถึงปลายของศตวรรษที่ 17 สงครามระหว่างมหาอำนาจในยุโรปซึ่งต้องการกำจัดพวกออตโตมันให้หมดไปจากยุโรป ก็กลายเป็นสงครามครูเสดอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อปลดปล่อยในสายตาของอิสลามมิกชนในบอลข่าน และเพื่อเป็นการแก้แค้น หลังจากที่กองทัพของยุโรปพ่ายแพ้ในปี 1690 ออตโตมันและชาวแอลเบเนียที่เป็นอิสลามจึงเรียกร้องให้ประชาชนลุกฮือขึ้นโต้ตอบให้สาสม จนกลายเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก เช่นในโคโซโวและเมโตฮิจา ซึ่งมีอาราม โบสถ์ และอนุสาวรีย์กว่า 1,400 อยู่กว่าแห่ง (รวมถึงอารามของพระราชาคณะในโคโซโวใกล้กับเมืองเป ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดการของนิกายออร์โทด็อกซ์ของชาวเซิร์บ ตั้งแต่ศตวรรษที่สิบสามถึงศตวรรษที่สิบแปดด้วย)

แต่เมื่อผ่านไปหลายๆ ศตวรรษ ผู้นำของออตโตมันก็ไม่สามารถคุมให้ปาชาซึ่งปกครองดูแลดินแดนต่างๆ ในชายแดนของจักรวรรดิยังซื่อสัตย์อยู่ได้ ต่อมาก็เกิดแรงกดดันขึ้นจากกลุ่มกู้ชาติของประชาชนเชื้อชาติต่างๆ ในจักรวรรดิซึ่งอาจทำให้จักรวรรดิถึงกับล่มสลายลงได้ ในศตวรรษที่ 19 แม้ว่าผู้นำของออตโตมันจะพยายามเสริมความแข็งแกร่งของอำนาจที่ศูนย์กลางของอาณาจักร โดยทำการปฏิรูปเพื่อควบคุมปาชาที่แข็งข้อและตรวจตราการแพร่ขยายของแนวคิดชาตินิยม แต่ก็ไร้ผล

ครั้งแรกที่แนวคิดชาตินิยมก่อตัวขึ้นในความคิดของชาวแอลเบเนียคือช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เมื่อประจักษ์ว่าเซอร์เบีย มอนเตนิโกร บัลแกเรีย และกรีซคิดจะแย่งเอาดินแดนที่ชาวแอลเบเนียอาศัยอยู่ภายใต้จักรวรรดิออตโตมันไปเป็นของตน ในเดือนมิถุนายน 1878 ผู้นำของชาวแอลเบเนียได้จัดตั้งแนวร่วมไพรซ์เรนขึ้น โดยผลักดันให้แอลเบเนียมีเอกราชภายในจักรวรรดิออตโตมัน โดยเสนอแนวคิดเรื่อง “แอลเบเนียที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม” (แม้ว่าในบรรดาดินแดนที่แนวร่วมดังกล่าวเรียกร้อง จะได้รับเสียงเห็นชอบส่วนใหญ่จากดินแดนเพียงสองแห่ง คือสกูตารีและยานินา) กลุ่มที่นำขบวนการนี้คือชาวมุสลิมที่เป็นข้าราชการชั้นสูงและหัวหน้ากลุ่มชาวบ้านซึ่งมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับหลักปฏิบัติทางศาสนาก็คือการกีดกันทางเชื้อชาติ ซึ่งในดินแดนคาบสมุทรบอลข่านนั้น ผลที่ตามมามักจะเป็นการแบ่งแยกเชื้อชาติซึ่งมีจุดกำเนิดจากทางศาสนา ซึ่งภายหลังก็ได้กลายเป็นต้นแบบให้กับความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติในลักษณะคล้ายคลึงกันในภูมิภาคนี้ และเป็นตัวอย่างที่อันตรายอย่างยิ่ง ภายหลังจากช่วงเวลาของความสับสนวุ่นวายซึ่งเนิ่นนานหลายศตวรรษและความพ่ายแพ้ของจักรวรรดิออตโตมันในสงครามบอลข่านครั้งที่หนึ่งเมื่อปี 1912-1913 ผู้นำของชาวแอลเบเนียก็ได้ประกาศให้แอลเบเนียเป็นรัฐอิสระ แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามบอลข่านครั้งที่สองในปี 1913 มหาอำนาจยุโรปก็ได้แบ่งรัฐอิสระแอลเบเนียออกเป็นส่วนๆ แล้วครอบครอง การที่แอลเบเนียถูกแบ่งแยกในปี 1912 ในขณะที่โคโซโวและดินแดนอื่นๆ ที่มีชาวแอลเบเนียอาศัยอยู่กลับไม่ต้องพบกับสภาพนี้ ทำให้ประชาชนชาวแอลเบเนียมีความขมขื่นใจอยู่ลึกๆ และรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับประเทศอื่นๆ

เมื่อจักรวรรดิออตโตมันและออสเตรีย-ฮังการีล่มสลายลงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แอลเบเนียก็หันไปพึ่งอิตาลีให้ช่วยป้องกันผู้รุกราน แต่หลังจากปี 1925 มุสโสลินีก็เริ่มพยายามเข้าครอบครองแอลเบเนีย ในปี 1928 แอลเบเนียกลายเป็นอาณาจักรภายใต้การปกครองของกษัตริย์ซ็อกที่หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้นำชนเผ่ามุสลิมหัวอนุรักษ์และอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ซ็อกก็ไม่สามารถหยุดการแทรกแซงของอิตาลีในกิจการภายในของแอลเบเนียได้ ในปี 1939 กองทัพของมุสโสลินีเข้ายึดครองแอลเบเนีย โค่นล้มกษัตริย์ซ็อกและผนวกแอลเบเนียเข้ากับอิตาลี ชาวแอลเบเนียที่นิยมคอมมิวนิสต์และชาตินิยมเริ่มต่อสู้กันเองและทำสงครามกับกองทัพของอิตาลีและเยอรมนีในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และด้วยความช่วยเหลือจากยูโกสลาเวียและฝ่ายพันธมิตร คอมมิวนิสต์จึงเป็นฝ่ายมีชัยในที่สุด

หลังสงคราม ผู้นำของฝ่ายคอมมิวนิสต์ เอนเวอร์ ฮอกซาและเมเหม็ด เชฮู ได้ช่วยกันกำจัดศัตรูภายในพรรคคอมมิวนิสต์และฆ่าผู้ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ไปไม่น้อย และภายหลังจากกลุ่มของเซจฟูลลาร์ เมลโชวาซึ่งสนับสนุนการดำเนินนโยบายภายในประเทศและต่างประเทศโดยยึดหลักทางสายกลางถูกกวาดล้างในปี 1946 ความสัมพันธ์ระหว่างแอลเบเนียและประเทศตะวันตกก็เลวร้ายลง ถึงขั้นที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษต่างก็เรียกตัวทูตของตนกลับจากกรุงติราเน ในเวลาต่อมา องค์การสหประชาชาติก็ยังปฏิเสธการสมัครเข้าเป็นสมาชิกของแอลเบเนียด้วย (แอลเบเนียได้เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติในเดือนธันวาคม 1955)

ฮอกซานั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับโจซิป บรอส ติโต ประธานาธิบดีของยูโกสลาเวีย และเมื่อเดือนมิถุนายน 1946 เขาก็ได้ลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพ ความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันกับยูโกสลาเวีย รัฐบาลและพรรคการเมืองของแอลเบเนียจึงได้รับอิทธิพลจากยูโกสลาเวียสูงขึ้นอย่างมากในช่วงปี 1945 ถึง 1948 โดยยูโกสลาเวียสามารถควบคุมแอลเบเนียได้ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การทหาร และวัฒนธรรม ถึงกับเคยมีการคิดจะรวมแอลเบเนียกับยูโกสลาเวียเป็นประเทศเดียวกันด้วยซ้ำ นอกจากนี้นับตั้งแต่ปี 1971 ทั้งสองประเทศได้เปิดพรมแดนระหว่างกันมาตลอด

เมื่อจีนเปิดตัวเองต่อประเทศตะวันตกในช่วงทศวรรษที่ 70 ผู้นำของแอลเบเนียก็เลิกใช้นโยบายของจีน โดยเริ่มใช้โยบายเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เศรษฐกิจของประเทศต้องพังทลายลง ปลายทศวรรษที่ 70 นโยบายพึ่งตนเองของแอลเบเนียเริ่มเข้มงวดขึ้น เมื่อขาดความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจทั้งสองของซีกคอมมิวนิสต์ (รัสเซียและจีน) แล้ว แอลเบเนียก็มุ่งมั่นที่จะสร้างประเทศของตนให้มีอิสระทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง พร้อมกับประกาศว่าแอลเบเนียคือประเทศเดียวในโลกที่ดำเนินนโยบายที่แท้จริงของมาร์กซ์และเลนิน ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถขอความช่วยเหลือและกู้ยืมเงินจากต่างประเทศได้เลย รวมทั้งการกระตุ้นให้ต่างประเทศมาลงทุนในแอลเบเนียก็ทำไม่ได้เช่นกัน ฮอกซายึดหลักการของมาร์กซ์-เลนินอย่างเคร่งครัด โดยมองว่าประเทศต่างๆ ในโลกมีอยู่สองระบบซึ่งตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง คือโลกสังคมนิยมและโลกทุนนิยม แต่เขากลับนำประเทศแอลเบเนียเข้าสู่การต่อสู้ถึงสองแนวรบ คือสู้กับ ”ลัทธิจักรวรรดินิยม” ของสหรัฐอเมริกา และ”ลัทธิจักรวรรดินิยมสังคมนิยม” ของโซเวียต ตัวอย่างเช่น แอลเบเนียไม่ยอมเข้าร่วมการประชุมเรื่องความปลอดภัยและความร่วมมือในยุโรป (CSCE) และปฏิเสธไม่ยอมลงนามในสนธิสัญญาเฮลซิงกิ (Helsinki Accords) ในปี 1975 เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นคนริเริ่มกระบวนการการเจรจาดังกล่าว

ช่วงกลางทศวรรษที่ 80 รามิซ อาเลีย ซึ่งสืบทอดอำนาจต่อจากฮอกซาในปี 1982 เริ่มตระหนักว่า หากต้องการจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เสียหายร้ายแรงของแอลเบเนียให้ได้ เขาจำเป็นจะต้องขยายการค้ากับประเทศตะวันตกให้กว้างขวางขึ้น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (เยอรมนีตะวันตก) คือประเทศแรกที่น่าจะเป็นคู่ค้ากับแอลเบเนียได้ ในปี 1987 แอลเบเนียจึงสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเยอรมนีตะวันตก แต่ทั้งนี้แอลเบเนียต้องยินยอมถอนข้อเรียกร้องค่าปฏิกรณ์สงครามต่อเยอรมนีตะวันตกเสียก่อน

แอลเบเนียได้ติดต่อขอเจรจากับบริษัทเอกชนตะวันตกหลายๆ แห่ง เพื่อขอรับเทคโนโลยีชั้นสูงมาใช้และเพื่อขอซื้อโรงงานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และยังได้ขอความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีในการสำรวจและใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำมันซึ่งมีอยู่ในแถบชายฝั่งของตน แต่แอลเบเนียก็ยังมีปัญหามากมายให้ต้องแก้ก่อนจะมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายทางเศรษฐกิจเหล่านี้ได้ ปัญหาหลักได้แก่การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งทำให้แอลเบเนียต้องอาศัยระบบการแลกเปลี่ยนสินค้าเพื่อให้ได้สินค้าจากต่างประเทศ ส่วนปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นซึ่งยังคงมีอยู่จนถึงทศวรรษ 1990 ก็คือ รัฐธรรมนูญปี 1976 ของแอลเบเนียไม่อนุญาตให้รัฐบาลรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างเด็ดขาด

สำหรับสหภาพโซเวียต แอลเบเนียก็ยังมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับอดีตพันธมิตรของตนอยู่มาก โดยได้ประณามนโยบายเปเรสตอยกาของกอร์บาชอฟ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าแอลเบเนียเองก็วิตกกังวลต่อการสนับสนุนของโซเวียตเรื่องการจัดการปัญหาโคโซโวของยูโกสลาเวียด้วยเช่นกัน ส่วนฝ่ายสหภาพโซเวียตนั้นมีความต้องการจะให้ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับแอลเบเนียพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นมาโดยตลอด

แอลเบเนียแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯ มามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยความสัมพันธ์กับอเมริกาได้แตกหักลงในปี 1946 เมื่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของแอลเบเนียไม่ยอมทำตามสนธิสัญญาก่อนสงครามและข้อบังคับต่างๆ อย่างไรก็ตาม รามิซ อาเลียได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่ต่างออกไป หลังจากบุคคลสำคัญที่เป็นชาวอเมริกัน-แอลเบเนียบางคนได้มาเยือนกรุงติเรเนในปี 1989 ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของคนเหล่านี้ผู้ที่จะเรียกร้องเพื่อประเทศแอลเบเนียทำให้อาเลียรู้สึกประทับใจไม่น้อย กลางเดือนกุมภาพันธ์ 1990 รัฐบาลแอลเบเนียได้ปรับเปลี่ยนนโยบายซึ่งใช้มายาวนาน นั่นคือคือการปฏิเสธความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ ไม่เคยมีการติดต่ออย่างเป็นทางการระหว่างสหรัฐอเมริกาและแอลเบเนีย จนมาถึงปี 1990 จึงได้นักการทูตของทั้งสองประเทศเริ่มจัดการประชุมขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ ในวันที่ 15 มีนาคม 1991 การลงนามในสัญญาแห่งความเข้าใจที่กรุงวอชิงตัน ได้เชื่อมความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศขึ้นอีกครั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา นายเจมส์ เบเกอร์ไปเยือนแอลเบเนียในเดือนมิถุนายน 1991 ภายหลังการประชุมของ CSCE ในกรุงเบอร์ลิน ซึ่งได้รับแอลเบเนียเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม ระหว่างการเยือนครั้งนี้ นายเบเกอร์ประกาศว่าสหรัฐอเมริการู้สึกยินดีกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในแอลเบเนีย พร้อมกับสัญญาว่าหากแอลเบเนียเดินหน้าเพื่อไปสู่การปฏิรูปทางการเมืองและระบบตลาดเสรีอย่างเต็มที่ สหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ

สิ่งที่สะท้อนให้เห็นแนวทางยึดผลทางปฏิบัติของรามิซ อาเลีย ก็คือนโยบายของแอลเบเนียต่อจีนและสหภาพโซเวียต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของแอลเบเนีย เดินทางไปเยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 1986 โดยจีนได้ส่งคณะบุคคลมาเยือนแอลเบเนียตอบในเดือนสิงหาคม 1990 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 1990 แอลเบเนียและสหภาพโซเวียตก็ได้ลงนามเพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ปกติทางการทูต ในเวลานั้นสมาคมมิตรภาพโซเวียต-แอลเบเนียก็เริ่มทำงานอีกครั้ง และอาเลียยังได้พบปะกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหภาพโซเวียต นายเอดัวอาร์ เชอวาร์นาดเซ ในขณะที่ทั้งคู่เมื่ออยู่ที่องค์การสหประชาชาติในเดือนกันยายน 1990 ด้วย ถึงตอนนี้แอลเบเนียไม่ได้มองว่าสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดของตนอีกต่อไปแล้ว การเดินทางไปเยือนองค์การสหประชาชาติของอาเลีย ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้นำของแอลเบเนียเข้าร่วมการประชุมอย่างเป็นทางการที่จัดขึ้นในประเทศตะวันตก

หากจะมองในแง่ภูมิศาสตร์ทางการเมือง จะเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวของชาวแอลเบเนียได้ผ่านประสบการณ์ที่ยาวนานและมีการทดสอบมาแล้ว นั่นคือการพึ่งพาศัตรูของประเทศ ทั้งที่เป็นศัตรูมาแต่ครั้งประวัติศาสตร์และที่เป็นศัตรูเป็นพักๆ ซึ่งครอบครองดินแดนที่แอลเบเนียเรียกร้องคืนมา ในศตวรรษที่ 19 และตอนต้นของศตวรรษที่ 20 ศัตรูเช่นที่ว่าในคาบสมุทรบอลข่านคือออสเตรีย-ฮังการี ตามมาด้วยอิตาลีในช่วงว่างเว้นของสงครามโลกทั้งสองครั้ง ในช่วงครามโลกครั้งที่สอง มีอีกสองประเทศเข้ามาร่วมวงด้วยคืออิตาลีของมุสโสลินีและจักรวรรดิไรช์ที่สามของฮิตเลอร์ หลังจากปี 1948 ข้อเรียกร้องของแอลเบเนียได้รับการสนับสนุนจากโซเวียตและจีน แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามเย็น คือนับตั้งแต่ปี 1990 แอลเบเนียกลับหันไปขอความช่วยเหลือจากนาโต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางทหารเพียงหนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่

ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 1991 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับเลือกเข้ามาเป็นเสียงส่วนใหญ่อย่างเด็ดขาด แต่ต่อมาการประท้วงอย่างต่อเนื่องและการเดินขบวนตามท้องถนนก็บีบให้คณะรัฐมนตรีซึ่งล้วนเป็นคนของพรรคคอมมิวนิสต์ต้องลาออกในที่สุด ในเดือนมิถุนายน 1991 พรรคคอมมิวนิสต์แรงงานได้เปลี่ยนชื่อพรรคเป็นพรรคสังคมนิยมและละทิ้งอุดมการณ์ในอดีตของพรรค และเมื่อถึงการเลือกตั้งปี 1992 พรรคประชาธิปไตยซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามก็กำชัยชนะอย่างถล่มทลาย แล้วการทดลองของแอลเบเนียในการปฏิรูปเป็นประชาธิปไตยและใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีก็ต้องพบกับความหายนะในเดือนมีนาคม 1997 เพราะมีนักธุรกิจในประเทศจำนวนมากพากันลงทุนแบบเล่นไม่ซื่อ ใช้กำไรมาซื้อหุ้นเพิ่มแล้วก็ร่ำรวยกันอย่างรวดเร็ว เมื่อโครงการประเภทนี้ห้าโครงการล้มครืนลงในช่วงต้นปี ซึ่งทำให้ชาวแอลเบเนียสูญเสียเงินออมไปประมาณ 1.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ประชาชนก็เริ่มต่อต้านรัฐบาลซึ่งหลอกต้มประชาชนทั้งประเทศ มีการก่อจลาจลขึ้น แล้วระบบสาธารณูปโภคที่อ่อนแอของประเทศก็พังทลายลง ประเทศแอลบาเนียจึงตกอยู่ในอุ้งมือของบรรดามาเฟียและพวกกบฏ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 1,500 คน ในที่สุดกองกำลังคุ้มครองนานาชาติก็เข้ามาควบคุมความเรียบร้อยภายในประเทศนี้ และยังได้จัดให้มีการเลือกตั้งซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีซาลี เบริชาต้องพ้นจากอำนาจไปอย่างเป็นทางการ ในเดือนกันยายน 1998 อดีตนายกรัฐมนตรีเบริชาได้ก่อเหตุการปะทะกับกองทหารของรัฐบาลอย่างรุนแรง ภายหลังจากที่ผู้ช่วยคนหนึ่งของเขาเสียชีวิตลง โดยเบริชาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีฟาโตส นาโนลาออกจากตำแหน่ง

แอลเบเนีย
แอลเบเนีย

ธงชาติแอลเบเนีย ชื่อประเทศ: Republika E Shqiperise

ลักษณะทางภูมิศาสตร์:
แอลเบเนียตั้งอยู่บนชายฝั่งด้านตะวันออกของทะเลอาเดรียติก ทางเหนือติดกับมอนเตนิโกรและเซอร์เบีย ทางตะวันออกติดกับมาร์เซโดเนีย และทางตอนใต้ติดกับกรีซ อาจแบ่งพื้นที่ทางภูมิศาตร์หลักๆ ของแอลเบเนียออกได้เป็นสองภาค คือ พื้นที่ราบสูงและภูเขา (ทางตอนเหนือ ตะวันออก และใต้) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 70% ของประเทศ ส่วนพื้นที่อีกลักษณะหนึ่งเป็นที่ราบต่ำชายฝั่งทางตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่การเกษตรจะอยู่ในส่วนนี้และเป็นมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดของประเทศ

พื้นที่:
11,100 ตารางไมล์ (28,750 ตารางกิโลเมตร)

เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุด:
เมืองติราเน มีประชากร 300,000 คน

ประชากร:
(นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศเมื่อปี 1999) มีจำนวน 3,364,571 คน (อัตราเฉลี่ยต่อปีที่จะเพิ่มขึ้นคือ 1.34%) อัตราการเกิด: 20.7 คนต่อประชากร 1,000 คน อัตราการตายของทารก: 42.9 คนต่อประชากร 1,000 คน ความหนาแน่นของประชากรต่อหนึ่งตารางไมล์: 303 คน

ภาษา:
ภาษาแอลเบเนีย ภาษากรีก

เชื้อชาติ/เผ่าพันธุ์:
ชาวแอลเบเนีย 95% ชาวกรีก 3% ชาติอื่นๆ 2% ซึ่งได้แก่ชาวสลาฟ ชาวยิปซี ชาวเซิร์บ และชาวบัลแกเรีย (นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 1989)

ศาสนา (ในปี 1980): มุสลิม 70% นิกายแอลเบเนียนออร์ธอด็อกซ์ 20% นิกายโรมันคาธอลิค 10%

อัตราการรู้หนังสือ: 72%

รัฐบาล:
ใช้ระบบรัฐบาลผสมมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 1991 สมาชิกสภาเดี่ยวจำนวน 140 คนของสภาประชาชนเป็นผู้เลือกประธานาธิบดี และประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี

ประธานาธิบดี:
นายเร็กเซป เมจาดินี (ตั้งแต่ปี 1997)
นายกรัฐมนตรี:
นายปันเดลี มาจโก (ตั้งแต่ปี 1998)

สกุลเงิน: เลก

ข้อมูลทางเศรษฐกิจ:
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อการเปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา GDP/PPP (ตั้งแต่ปี 1996 ): 4.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ รายได้ต่อหัว 1,290 เหรียญสหรัฐ (ตั้งแต่ปี 1996) อัตราการเจริญเติบโตที่แท้จริง (ตั้งแต่ปี 1996) 5% ภาวะเงินเฟ้อ 17.4% (ตั้งแต่ปี1996 ) ภาวะว่างงาน 13% (ตั้งแต่ปี 1996)

พื้นที่เพาะปลูก: 21% ผลผลิตการเกษตร: ข้าวสาลี ข้าวโพด มันฝรั่ง บีต ฝ้าย ยาสูบ

จำนวนคนทำงาน (นับตั้งแต่ปี 1994) 1.692 ล้านคน แบ่งตามอาชีพได้ดังนี้: เกษตรกรรม 49.5% ภาคเอกชน 22.2% ภาครัฐ 28.3%

ผลิตภัณฑ์ของประเทศ: สิ่งทอ ไม้ วัตถุดิบการก่อสร้าง เชื้อเพลิง แร่ถลุงไม่เสร็จ

ผลิตภัณฑ์ส่งออก: 205 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราคาสินค้าที่ผู้ขายกำหนด นับตั้งแต่ปี 1995): ยางมะตอย ปิโตรภัณฑ์ เหล็กและแร่เหล็ก กระแสไฟฟ้า น้ำมันดิบ ผัก ผลไม้ และยาสูบ

สินค้านำเข้า: 680 ล้านเหรียญสหรัฐ (โดยไม่รวมค่าขนส่ง นับตั้งแต่ ค.ศ.1995): เครื่องจักร สินค้าบริโภค เมล็ดพันธุ์พืช

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ: อิตาลี มาร์เซโดเนีย ตุรกี บัลแกเรีย กรีซ สหรัฐอเมริกา

แหล่งอ้างอิง:
ห้องสมุดแห่งชาติ: ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศ
บันทึกเรื่องจริงของซีไอเอ