รู้ไหมว่าธนาคารแห่งอเมริกานั้นเริ่มเปิดดำเนินการในชื่อ “ธนาคารแห่งอิตาลี” ?

อมาเดโอ จิอันนีนี่ ลูกชายของชาวอิตาลีซึ่งมาตั้งถิ่นฐานอยู่สหรัฐอเมริกา ได้ก่อตั้งธนาคารแห่งอเมริกาขึ้นจากร้านขายเหล้าที่ดัดแปลงเป็นธนาคาร ในเมืองซานฟรานซิสโกเมื่อเวลา 9.00 นาฬิกาของวันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม 1904 ในวันแรกที่เปิดทำการ มีเงินฝากของลูกค้าจำนวน 28 รายรวมกันแล้วเป็นเงิน 8,780 ดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้นในปี 1907 จิอันนีนี่ก็ยังคงทำกิจการธนาคารของเขาด้วยไม้กระดานแผ่นเดียวบนถนน ผู้คนเริ่มร่ำลือกันเกี่ยวกับธุรกิจของเขา และเมื่อถึงปี 1916 กิจการธนาคารของเขาก็ขยายออกไปเป็นหลายสาขา ในปี 1929 ธนาคารแห่งนี้ก็แข็งแกร่งพอจนผ่านพ้นวิกฤติการณ์ตลาดหุ้นในช่วง Great Depression มาได้ จิอันนินี่เปลี่ยนชื่อธนาคารของเขาเป็น Bank of America ในปี 1928 โดยเขายังคงนั่งเก้าอี้ประธานธนาคารอยู่จนถึงปี 1963

Bank of Italy ในประเทศอิตาลีนั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1893 เป็นการผนวกกิจการของธนาคารสามแห่งจากทั้งหมดหกแห่งในขณะนั้น ได้แก่ธนาคารบังกา นาซิอองนาเล เนล เรกโน ดิตาเลีย และธนาคารในเมืองทัสคันอีกสองแห่ง

Bank of England นั้นก่อตั้งโดยวิลเลียม แพตเตอร์สัน เนื่องจากกษัตริย์วิลเลียมที่สามแห่งอังกฤษทรงต้องการเงินจำนวนมากเพื่อทำสงครามกับฝรั่งเศสในปี 1694 แพตเตอร์สันมอบเงินให้แก่กษัตริย์วิลเลียม ลังจากที่พระองค์ทรงยอมมีพระราชโองการให้ช่างทองเลิกการออกใบรับฝากเพชรพลอย ซึ่งเป็นการบังคับให้พ่อค้าต้องเก็บทองคำไว้ในธนาคารที่เพิ่งเปิดใหม่ ในที่สุด Bank of England ก็ได้จดทะเบียนก่อตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายในปี 1946

ธนาคารแห่งเยอรมนี (Reichsbank of Germany) ก่อตั้งโดยนายกเทศมนตรีอัมส์เชล ร็อธไชล์ด (1743-1812) ผู้ซึ่งแต่งตั้งให้คาร์ลซึ่งเป็นลูกชายของตนให้บริหารธนาคารแห่งเนเปิลส์ ส่วนซาโลมอน บุตรชายอีกคนนั้นได้บริหารธนาคารแห่งเวียนนา ต่อมา เอ็ดมุนด์ ลูกชายของเขาก็ได้เข้าไปดูแลธนาคารแห่งเยอรมันนี และนาทาน ลูกชายอีกคนได้เข้าไปบริหารธนาคารแห่งอังกฤษ

อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน
อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (1755-1804) เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลังคนแรกของสหรัฐอเมริกา ในรัฐบาลของประธานาธิบดีวอชิงตัน

ในยุคสงครามกลางเมือง (ระหว่างปี 1861-1865) ในสหรัฐอเมริกามีธนาคารอยู่ 1,600 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็ออกธนบัตรออกมาต่างๆ กันไปถึง 7,000 ชนิด

ในปี 1861 สภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาอนุมัติให้มี ”สัญญาชำระเงิน” โดยเรียกว่า”ธนบัตรเขียว” เพื่อให้ต่างจากสีธนบัตรที่ออกโดยธนาคารเอกชนต่างๆ กระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาได้เงินเข้าคลังจากการนี้จำนวนมากถึง 346,681,016 ดอลลาร์สหรัฐ

ธนาคารแห่งอเมริกา