มีสมรภูมิความขัดแย้งอยู่ 18 แห่งรอบโลก

คลิกที่จุดสีแดงบนแผนที่เพื่อดูว่าอยู่ที่ใดบ้าง

สมรภูมิแห่งความขัดแย้ง

ดินแดน/ประเทศ
คลิกที่ธงชาติเพื่ออ่านข้อมูลของประเทศ

อัฟกานิสถาน
อัฟกานิสถาน

ในปี 1973 รัฐบาลของซาอีร์ ชาห์ ถูกโค่นลงด้วยการปฏิวัติของกองทัพซึ่งนำโดยเดาอุด ข่าน และพรรคพีดีพีเอ (พรรคคอมมิวนิสต์อัฟกัน) ข่านได้ล้มเลิกระบบราชาธิปไตยและประกาศตัวขึ้นเป็นประธานาธิบดี ต่อมาก็มีการสถาปนาสาธารณรัฐอัฟกานิสถาน ในปี 1978 ข่านได้ปลดฝ่ายตรงข้ามที่น่าสงสัยออกจากรัฐบาล ทำให้เกิดฝ่ายคอมมิวนิสต์ก่อรัฐประหารนองเลือดขึ้น โดยข่านเสียชีวิตลงในเหตุการณ์ครั้งนี้ ตารากีได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี และได้ลงนามในสนธิสัญญามิตรภาพกับสหภาพโซเวียต ในปี 1979 เริ่มมีความเคลื่อนไหวปฏิบัติการของกองโจรอัฟกัน (มูจาฮีดีน) แล้วเหตุการสังหารหมู่นองเลือดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ตารากีถูกฆ่าตาย โดยฮาฟีซูลลาห์ อามินขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีแทน ต่อมาอามินก็ถูกฆ่าอีก คราวนี้บับรัก คาร์มาลกลายเป็นประธานาธิบดี สหภาพโซเวียตบุกอัฟกานิสถานในเดือนธันวาคมปี 1979 พอถึงปี 1986 คาร์มาลก็ถูกปลดออกจากตำแหน่ง มี ดร. นาจีบูลลาห์ ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอหยุดยิงต่อสหภาพโซเวียต ขึ้นรับตำแหน่งแทน แต่ฝ่ายกองโจรมูจาฮีดีนไม่ยอมรับประธานาธิบดีคนนี้ ต่อมากองโจรมูจาฮีดีนได้ชัยชนะครั้งใหญ่ และสหภาพโซเวียตได้ถอนกำลังออกไปในปี 1989 ฝ่ายกบฏมูจาฮีดีนยังคงต่อสู้กับทหารของนาจีบูลลาห์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 1989 กองโจรอัฟกันได้เลือกซีบาตูลลาห์ โมจาดีดีให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลลี้ภัยของตน ในปี 1992 กลุ่มกองโจรดังกล่าวได้บุกเข้ายึดเมืองคาบุลและก่อตั้งรัฐอิสลาม (โดยมีบูร์ฮันนูดิน รับบานีเป็นประธานาธิบดี) ในปี 1994 มีการจัดตั้งกองทหารตาลีบันและเริ่มโจมตีรัฐบาลอิสลามอย่างอุกอาจ ขณะเดียวกัน ดอสตูมและกูลบุดดิน เฮกมัตยาร์ ซึ่งเป็นผู้นำของเฮซไบ-อิสลาม ก็ยังคงขัดแย้งกับรัฐบาลของรับบานีอยู่ตลอด เมืองคาบุลเหลือแต่ซากปรักหักพังของบ้านเรือน กองทหารตาลีบันได้ชัยชนะครั้งใหญ่ในปี 1995 เมื่อถึงเดือนมิถุนายนปี 1996 เฮกมัตยาร์ได้ลงนามในข้อตกลงสงบศึกกับรับบานี และกลับเข้าเมืองคาบุลในฐานะนายกรัฐมนตรี ในเดือนกันยายน กองทหารตาลีบันได้บีบรับบานีและรัฐบาลให้ออกจากเมืองคาบุล พร้อมกับได้สังหารนาจีบูลลาห์ ในปี 1998 กองทหารตาลีบันได้บุกทางเหนือ และสร้างสมอำนาจจนเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดของประเทศแห่งนี้ สงครามในอัฟกานิสถานยังไม่สิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น นับตั้งแต่กองทัพของสหภาพโซเวียตได้ถอนกองกำลังออกไป กลุ่มอัฟกันกลุ่มต่างๆ ก็พยายามกำจัดศัตรูทิ้งไป แม้ว่ากองทหารตาลีบันจะแข็งแกร่งขึ้นมากตั้งแต่ปี 1998 แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายขั้นสุดท้ายได้อยู่ดี การต่อสู้อันรุนแรงเพื่ออำนาจยังคงดำเนินต่อไป สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัฟกานิสถาน เชิญคลิกที่นี่


แอลจีเรีย
แอลจีเรีย

แอลจีเรียทำการสู้รบในสงครามกู้เอกราชกับฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี 1954 นำโดยกลุ่มเอฟแอลเอ็น (แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติ) แอลจีเรียได้รับเอกราชในปี 1962 แต่ทว่าเมื่อถึงกลางทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่สงบอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ราคาก๊าซและน้ำมันที่ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ทั่วโลกในปี 1986 ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น การจลาจลบนท้องถนนในปี 1988 ทำให้กองทัพลงมือปราบปรามชนิดรุนแรงถึงขั้นนองเลือด และต้องมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน ประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในเมืองจึงหันไปพึ่งกลุ่มเอฟไอเอส (แนวร่วมช่วยเหลือชาวอิสลาม) ให้ช่วยนำสังคมกลับสู่สำนึกแห่งความยุติธรรมด้วยกฎหมายชาเรีย (กฎหมายอิสลาม) ในการเลือกตั้งรอบแรกของปี 1991 กลุ่มเอฟไอเอสได้ชัยชนะโดยกวาด ส.ส. 188 ที่นั่งจาก 231 ที่นั่ง ขณะที่กลุ่มเอฟแอลเอ็น ได้ที่นั่งเพียง 15 ที่นั่งเท่านั้น รัฐสภาและประธานาธิบดีชัดลีได้ลาออกภายใต้แรงกดดันจากกองทัพซึ่งไม่ยอมรับความประสงค์ของชัดลีที่จะร่วมบริหารประเทศกับกลุ่มเอฟไอเอส การเลือกตั้งรอบที่สองกำหนดขึ้นในเดือนมกราคมปี 1992 แต่ถูกยกเลิกไปเมื่อกองทัพได้เข้าควบคุมตำแหน่งที่สำคัญๆ ในเมืองหลวง การปะทะอย่างรุนแรงระหว่างตำรวจและผู้ประท้วงกลุ่มเอฟไอเอสมีขึ้นทั่วทั้งประเทศแอลจีเรียในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 1992 และมีการประกาศภาวะฉุกเฉินอีกครั้ง กลุ่มเอฟไอเอสได้สลายตัวและแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มต่างๆ มีการรวมตัวเป็นกลุ่มอิสลามติดอาวุธกลุ่มต่างๆ และนับตั้งแต่ปี 1992 กลุ่มอิสลามเหล่านี้ได้เข้าโจมตีจุดสำคัญทางเศรษฐกิจ กองกำลังเพื่อความมั่นคง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และชาวต่างชาติ ในปี 1995 มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีแบบหลายพรรคครั้งแรกของแอลจีเรีย และว่าที่ประธานาธิบดีเลียมีน เซโรลได้เสียงถึง 60% จากผู้ลงคะแนนเสียงทั้งหมด 75% การเลือกตั้งแบบหลายพรรคที่ถูกต้องตามกฎหมายมีขึ้นครั้งแรกในเดือนมิถุนายนปี 1997 โดยกลุ่มประชาธิปไตยแห่งชาติสามารถคว้าชัยชนะไปได้ และยึดที่นั่งส่วนใหญ่ร่วมกับกลุ่มเอฟแอลเอ็น แม้ว่าฝ่ายทหารของกลุ่มเอฟไอเอสจะประกาศหยุดยิงเมื่อเดือนตุลาคม 1997 แต่กลุ่มอิสลามติดอาวุธ(จีไอเอ) ซึ่งเป็นพวกหัวรุนแรงที่แยกตัวออกมาจากเอฟไอเอสก็ยังคงสู้รบโจมตีต่อไป นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่แสดงว่าการโจมตีหลายครั้งเป็นฝีมือของกองทหารที่มีกองกำลังความมั่นคงของแอลจีเรียหนุนหลังอยู่ จากระยะเวลานานปีของสงครามกลางเมืองในแอลจีเรีย องค์กรนิรโทษกรรมสากลประมาณได้ตัวเลขผู้เสียชีวิตไว้ว่าน่าจะอยู่ในราว 80,000 คน


แองโกลา
แองโกลา

หลังจากแองโกลาได้รับอิสรภาพจากโปรตุเกสในปี 1975 การต่อสู้ด้วยอาวุธได้ลุกลามไปอย่างกว้างขวางระหว่างรัฐบาลผู้ปกครอง MPLA และกลุ่มผู้ก่อจลาจล UNITA ของโจเซฟ ซาวิมบี ส่งผลให้ประชาชนหนึ่งล้านคนจากที่มีอยู่ทั้งสิ้น 10 ล้านคนไร้ที่อยู่อาศัย และประชาชนอีกนับพันถูกสังหาร รัฐบาลแองโกลามีทหารอยู่ 100,000 นาย ซึ่งถือเป็นกองทหารประจำการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแอฟริกา ขณะที่ UNITA มีกองกำลังทหารทั้งสิ้น 70,000 นาย ซึ่งได้รับการฝึกฝนอย่างดีเยี่ยมและเคยผ่านการรบแบบกองโจรมาก่อน เนื่องจากได้รับการหนุนหลังจากประเทศแซมเบียและยูกันดา UNITA จึงได้เข้าครอบครองพื้นที่ราวหนึ่งในสามของแองโกลา ซึ่งเป็นประเทศที่ร่ำรวยน้ำมันและเหมืองแร่ หลายฝ่ายรู้ดีว่า ในประเทศนี้การจ่ายเงินความช่วยเหลือด้านการทหารและค่าเสบียงนั้นจ่ายกันด้วยเพชร


บุรุนดี
บุรุนดี

บุรุนดีได้รับเอกราชจากเบลเยียมในปี 1961 โดยชนกลุ่มน้อยทุตซีได้อำนาจในการปกครองและบริหารประเทศ ในการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 1993 หลังจากที่ได้รับเอกราช เมลชัวร์ เอ็นดาดายีได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำคนแรกที่เป็นชาวฮูตู เผ่าฮูตูเป็นพลเมือง 80% ของประเทศบุรุนดี หลังจากขึ้นเป็นผู้นำเพียงไม่กี่เดือน เอ็นดาดายีก็ถูกลอบสังหารโดยพวกทหารพลร่ม (ส่วนใหญ่เป็นทุตซี) ความพยายามในการก่อรัฐประหารล้มเหลว เป็นเหตุให้เกิดสงครามกลางเมืองซึ่งมีประชาชนล้มตายหลายหมื่นคน ความขัดแย้งระหว่างชนชาติยังไม่สิ้นสุดลง ช่วงต้นของปี 1994 เมื่อรัฐสภาได้เลือกไซเปรียน เอ็นตาร์ยามีรา ซึ่งเป็นเผ่าฮูตูขึ้นเป็นประธานาธิบดี ในเดือนเมษายน ค.ศ.1994 เอ็นตาร์ยามีราก็เสียชีวิตในอุบัติเหตุเครื่องบินตก ประธานาธิบดีของรวันดาซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านก็เสียชีวิตลงเพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วย อุบัติเหตุครั้งนี้จึงเป็นชนวนนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างเผ่าทุตซีและฮูตูในรวันดา ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเสียชีวิตทั้งสิ้นเกือบหนึ่งล้านคน ในบุรุนดี พรรคการเมืองหลักๆ ได้ยอมตกลงแบ่งอำนาจกัน และได้เลือกซิลเวสเตอร์ เอ็นตีบันตุนกันนายา ซึ่งเป็นเผ่าฮูตู ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนตุลาคม ค.ศ.1994 ต่อมาเมื่อต้นปี 1996 กองกำลังซึ่งนำโดยกลุ่มทุตซี พร้อมด้วยกลุ่มฮูตูหัวรุนแรง กลุ่มปาลิเปฮูตู และเอฟดีพี (กองทัพป้องกันประชาธิปไตย) ได้เริ่มสังหารพลเรือน ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1996 เอ็นตีบันตุนกันนายาได้หลบหนีออกไป โดยพันตรีปิแอร์ บูโยยา ได้เข้าครองอำนาจแทน นับจากนั้นมากองทัพก็บังคับให้พลเรือนฮูตูอยู่ในค่าย "อพยพ" เพื่อเป็นการลดจำนวนกบฏ เมื่อต้นปี 2000 ในค่ายกักกันมีชาวฮูตูอาศัยอยู่นับล้านคน และยังมีอีกนับล้านคนที่กระจัดกระจายอยู่ตามประเทศเพื่อนบ้าน และในค่ายอพยพของประเทศแทนซาเนียก็ยังมีชาวฮูตูอยู่อีก 300,000 คน วิกฤตการณ์ความขัดแย้งยังคงไม่สิ้นสุดลง เพราะกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ยังคงเปิดฉากโจมตีอยู่ในป่าและในประเทศเพื่อนบ้าน
นี่คือวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยครั้งเลวร้ายที่สุดของโลก ชวนให้นึกถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียและชาวเคิร์ด (อ่าน เรื่องของชาวเคิร์ด ได้ที่หน้านี้) ไม่เพียงแต่ประชาชนเท่านั้นที่ต้องทนทุกข์ทรมาน พื้นที่ป่าในบุรุนดีและรวันดาเป็นถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติแหล่งสุดท้ายที่เหลืออยู่สำหรับกอริลล่าหลังเงินซึ่งกำลังจะสูญพันธุ์ และในผืนป่าแห่งนี้เองที่ไดแอน ฟอสซี ซึ่งชีวิตของเธอถูกนำมาถ่ายทอดไว้ในภาพยนตร์เรื่อง Gorillas in the Mist ได้ถูกสังหารโดยกลุ่มติดอาวุธ ทุกวันนี้มนุษย์ยังคงฆ่ากอริลล่าเพื่อเอาเนื้ออยู่เช่นอดีต แอฟริกาคือกาฬทวีปอย่างแท้จริง
อ่านผลกระทบของความขัดแย้งที่มีต่อสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกได้ที่หน้านี้


รัสเซีย
คอเคซัสและรัสเซีย

ความขัดแย้งในสาธารณรัฐต่างๆ ของเอเชียกลางนั้นมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานซับซ้อน การต่อสู้ระหว่างบรรดาผู้นำทางการทหารกับกลุ่มศาสนาที่ต้องการจะออกไปตั้งรัฐอิสลามนอกสมาพันธ์รัสเซียนั้นมีขึ้นเป็นประจำ ฝ่ายรัสเซียนั้นพยายามจะคงสมาพันธรัฐไว้ เพราะคอเคซัสเป็นเส้นทางการส่งน้ำมันที่สำคัญจากทะเลดำและทะเลสาบแคสเปียน เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง กลุ่มต่างๆ พากันสู้รบเพื่อจะกุมอำนาจของสาธารณรัฐต่างๆ ความขัดแย้งสาธารณรัฐหนึ่งเริ่มขยายตัวไปอีกสาธารณรัฐอื่น และต่างก็กล่าวโทษซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายลงมือโจมตี เชชเนียซึ่งยังเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียได้กระโจนเข้าสู่สงครามชนิดเกือบเต็มรูปแบบในปี 1994–96 และภายหลังการสู้รบที่เสียหายยับเยิน รัสเซียก็ถูกบีบให้พิจารณานโยบายการข้องเกี่ยวของตนในแถบนี้ดูใหม่ เดือนสิงหาคม ค.ศ.1999 รัสเซียได้เพิ่มขีดกำลังทางทหารในภูมิภาคคอเคซัส เนื่องจากกบฏในดาเกสถาน ซึ่งเป็นสาธารณรัฐเล็กๆ ที่มีภาษาพูดมากกว่า 100 ภาษา ได้เริ่มบุกโจมตีโดยมีกลุ่มมุสลิมเชชเนียซึ่งเรียกร้องอิสรภาพจากรัสเซียหนุนหลังอยู่ ในเดือนกันยายนปี 1999 รัสเซียได้เปิดฉากการรบภาคพื้นดินเพื่อตัดเส้นทางไม่ให้ฝ่ายกบฏขนส่งเสบียงจากเอเชียกลางได้ เดือนมกราคมปี 2000 รัสเซียก็ได้เข้าไปมีส่วนอย่างเต็มตัวในความขัดแย้งในเชชเนียอีกครั้ง ประเด็นความขัดแย้งในคอเคซัสเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเนื่องจากมีชนชาติต่างๆ กว่า 50 กลุ่มยืนยันที่จะประกาศความเชื่อทางศาสนาของตนในดินแดนดังกล่าว และสถานการณ์นี้นับว่าอันตรายมากสำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างคาซักสถาน จอร์เจีย และรัสเซีย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ดูแฟ้มของ BBC เกี่ยวกับคอเคซัส


โคลอมเบีย
โคลอมเบีย

สงครามกลางเมืองในโคลอมเบีย ซึ่งเป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดของโลก ได้ดำเนินมาโดยไม่มีผู้ใดห้ามปรามถึง 35ปีแล้ว แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตนับพันๆ คน กำลังคนราว 15,000 นายจากฝ่ายกองโจรกลุ่มต่างๆ ห้ากลุ่มสามารถควบคุมพื้นที่ในชนบทไว้ได้ถึง 60% ฝ่ายตรงข้ามกับพวกกบฏก็คือกองกำลังรักษาความมั่นคงของโคลอมเบีย และกลุ่มทหารฝ่ายขวาที่ไม่ได้สังกัดหน่วยใดหน่วยหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งรู้จักกันในว่าองค์กรกึ่งทหาร ถึงตอนนี้อำนาจเศรษฐกิจและการเมืองของโคลอมเบียยังคงอยู่ในมือของชนชั้นสูงซึ่งเป็นผู้บริหารมาโดยตลอด แต่ความขัดแย้งในประเทศนี้มีมากกว่าเรื่องการเมือง แต่สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของประเด็นความขัดแย้งได้แก่การควบคุมกเส้นทางขนย้ายยาเสพย์ติดและการคอรัปชั่นต่างหาก


สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือชื่อเดิมคือ ซาอีร์

การปฏิวัติซึ่งทำให้โลรองต์ กาบีลาได้อำนาจปกครองประเทศแห่งนี้ ซึ่งเขาได้ตั้งชื่อเสียใหม่ว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ได้จบสิ้นลง เมื่อไซเรียน ทุตซิสได้จับอาวุธขึ้นต้านแผนการของรัฐบาลที่จะขับไล่พวกตนออกไปจากพื้นที่และออกไปจากประเทศ ใน ค.ศ.1997 กองทัพรวันดาได้ช่วยเหลือโลรองต์ กาบีลาในการโค่นรัฐบาลคอรัปชันของโมบูตู เซเซ่ เซโค นอกจากนี้กาบีลายังได้รับการสนับสนุนจากประเทศยูกันดาและแองโกลาอีกด้วย ในปลายเดือนกรกฎาคมปี 1997 กาบีลาได้สั่งการให้กองทัพรวันดาออกจากคองโก ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นชนวนให้เกิดการกบฏโดยกลุ่มการเมืองติดอาวุธในภาคตะวันออกของประเทศซึ่งประชาชนแถบนั้นมีเชื้อชาติเดียวกับชาวรวันดา รวันดาได้ออกมาตอบโต้โดยอ้างว่ากาบีลาไม่สามารถควบคุมกองทหารฮูตูทางพรมแดนทางภาคตะวันออกของคองโก ซึ่งเป็นกลุ่มที่สังหารชาวรวันดาไปมากกว่า 500,000 คนในปี 1994 และยังคงซุ่มโจมตีรวันดาจากฐานที่มั่นในคองโกมาตลอด เมื่อกลุ่มแนวร่วมผู้รักชาติรวันดาซึ่งนำโดยพวกทุตซีได้เข้ายึดครองรวันดา ผู้อพยพชาวฮูตูราวหนึ่งล้านคน ซึ่งในจำนวนนั้นมีกลุ่มทหารหัวรุนแรงซึ่งมีส่วนในการสังหารหมู่รวมอยู่ด้วย ก็พากันหลั่งไหลเข้าไปในซาอีร์ตะวันออก ต่อมาได้เกิดความแตกร้าวขึ้นระหว่างกลุ่มนี้และกลุ่มบันยามูลองเช่ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นพวกทุตซีเชื้อสายคองโก เพียงไม่กี่วันต่อมา กองกำลังกลุ่มกบฏได้เข้ายึดเมืองสำคัญๆ ในภาคตะวันออกไว้ได้ รวมทั้งมูอานดาซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันทางชายฝั่งตะวันตกด้วย กองกำลังนี้บุกยึดพื้นที่ 300 กิโลเมตรจากเมืองหลวงคินชาซ่าออกไป ควบคุมพื้นที่ในซาอีร์ได้มากกว่าครึ่งประเทศ รวมถึงเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองและสามของประเทศด้วย กาบีลานั้นได้รับการสนับสนุนจากแองโกลา ซิมบับเว นามีเบีย และชาด แองโกลานั้นต้องการจะกันไม่ให้กลุ่มกบฏยูนิตาขนส่งเสบียงผ่านทางคองโก ขณะที่ยูกันดาซึ่งมีพรมแดนติดกับรวันดาก็มีปัญหาถูกกลุ่มกบฏกองกำลังพันธมิตรประชาธิปไตยซุ่มโจมตีจากเขตพื้นที่ของคองโก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เชิญคลิกที่นี่


เอธิโอเปีย  เอริเทรีย  โซมาเลีย
เอธิโอเปีย      เอริเทรีย      โซมาเลีย

ความสัมพันธ์ระหว่างเอธิโอเปียและเอริเทรียนั้นราบรื่นดีมาตลอด เอริเทรียได้ช่วยเหลือเอธิโอเปียในการโค่นล้มเมนจิสตู และในปี 1993 เอริเทรียก็ได้รับเอกราชภายหลังการต่อสู้อันยาวนาน เอริเทรียนั้นยังใช้เงินสกุลเอธิโอเปียมาจนถึงปี 1997 หลังจากเอริเทรียเริ่มนำสกุลเงินของตนเองมาใช้โดยอ้างเหตุผลทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศก็เริ่มสั่นคลอน ทั้งสองประเทศไม่เคยคิดจะกำหนดแบ่งแนวพรมแดนที่ทอดยาวระหว่างกัน และก่อนหน้า ค.ศ.1998 เรื่องพรมแดนก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร ชาวเอธิโอเปียที่อยากหางานสามารถข้ามชายแดนเข้าสู่เอริเทรียได้อย่างง่ายดาย ขณะเดียวกันก็มีชาวเอริเทรียจำนวนนับหมื่นอาศัยอยู่ในเอธิโอเปีย แต่ฉับพลันทันใดนั้นเรื่องพรมแดนได้กลายมาเป็นประเด็นหลักของวิกฤติการณ์ การต่อสู้ได้ปะทุขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ.1998 ในบริเวณซึ่งเรียกว่าสามเหลี่ยมแบดเม ซึ่งมีพื้นที่ 400 ตร. กม. เอธิโอเปียซึ่งดูแลพื้นที่สามเหลี่ยมนี้อ้างว่ามีทหารเอริเทรียบุกรุกเข้ามา และต้องการให้ผู้บุกรุกเหล่านี้ถอยกลับไป ทางเอริเทรียยอมรับว่ากองกำลังของตนได้เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวจริง แต่ก็อ้างว่าเป็นการมาเพื่อจะเอาดินแดนซึ่งเป็นของตนคืน เพราะแผนที่ของอิตาลีซึ่งเขียนขึ้นระหว่างปี 1907 ถึง 1935 ได้ระบุไว้เช่นนั้น ด้านเอธิโอเปียก็บอกว่าตนมีสิทธิในพื้นที่ดังกล่าวตามแผนที่ของสนธิสัญญาปี 1902 การต่อสู้ระหว่างสองประเทศเป็นเหตุให้ประชาชนนับร้อยล้มตายลงและอีกนับพันไร้ที่อยู่อาศัย เมื่อถึงเดือนเมษายนปี 2000 การต่อสู้ที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นการสู้รบอย่างเต็มรูปแบบ


อินโดนีเซีย
อินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสี่ของโลก ประเทศนี้มีเกาะอยู่มากกว่า 13,000 แห่ง มีกลุ่มชนพื้นเมืองราว 300 กลุ่ม และมีภาษาที่ใช้ 365 ภาษา เมื่อถูกแย่งชิงมาจากอำนาจของดัชต์ในปี 1949 จังหวัดอาเจ๊ะในเกาะสุมาตราเหนือ และจังหวัดอีเรียนชยาก็เริ่มเรียกร้องอยากปกครองตัวเอง เช่นเดียวกับติมอร์ตะวันออก ซึ่งหลังจากที่โปรตุเกสได้ละทิ้งดินแดนนี้ออกไปในปี 1975 ก็ได้มีกองกำลังอื่นเคลื่อนเข้าไปควบคุมแทน และความรู้สึกเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นในบอร์เนียวและแอมบอนด้วย หลังจากที่ติมอร์ตะวันออกได้ลงคะแนนเสียงท่วมท้นในเดือนสิงหาคมให้แยกตัวเป็นอิสระค.ศ.1999 กลุ่มต่อต้านการแยกดินแดนซึ่งมีรัฐบาลจาการ์ตาหนุนหลังอยู่ก็เริ่มการโจมตี เป็นเหตุให้องค์การสหประชาชาติต้องส่งกองกำลังเข้ามาดูแลในช่วงที่ติมอร์ตะวันจะแยกตัวออกเป็นอิสระ
ประธานาธิบดีซูฮาร์โตปกครองอินโดนีเซียมาเป็นเวลา 32ปี โดยเขาได้ส่งข้าราชการพลเรือนจากจาการ์ตาและกองทัพเพื่อปราบปรามฝ่ายกบฏแยกดินแดน รัฐธรรมนูญของอินโดนีเซียถือว่ารัฐเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมด ไม่ว่าจะมีการครอบครองที่ดินสืบทอดกันมาอย่างไรก็ตาม ภูมิภาคต่างๆ ต้องยอมแบ่งรายได้ส่วนใหญ่ไปจ่ายภาษีแก่รัฐบาล ซูฮาร์โตลาออกไปภายใต้แรงกดดันในปี 1998 ผู้ที่ขึ้นแท่นรับตำแหน่งแทนคือบีเจ ฮาบิบี ซึ่งรับปากที่จะนำประชาธิปไตยมาสู่อินโดนีเซีย แต่ฮาบีบีก็ถูกโหวตให้ออกจากตำแหน่งในปี 1999 ทุกวันนี้ ผู้นำคนใหม่ที่กำลังแบกรับภาระความยุ่งยากของประเทศอินโดนีเซียก็คืออับดูร์ราห์มัน วาฮิด
การสู้รบบนหมู่เกาะอินโดนีเซียนั้นวุ่นวายยุ่งเหยิงเพราะบรรดาผู้นำของกลุ่มสนับสนุนและต่อต้านการแยกดินแดน รวมถึงความขัดแย้งทางศาสนา ในช่วงหกปีที่ผ่านมา มีโบสถ์คริสต์มากกว่า 500 แห่งถูกเผาหรือเสียหายโดยฝีมือชาวมุสลิม ชาวคริสต์และมุสลิมต่างก็กล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ก่อความรุนแรง ขณะที่ความพยายามในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก็คืบหน้าไปได้เล็กน้อยมาก ภายหลังการต่อสู้ที่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อไปมากมาย ติมอร์ตะวันออกก็ได้อิสรภาพใน ค. ศ.1999 แต่ความขัดแย้งในเกาะอื่นๆ ยังคงมีอยู่และได้คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก จนดูเหมือนว่าอินโดนีเซียจะใกล้ถึงจุดแห่งการแตกแยกเข้าไปทุกขณะ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เชิญคลิกที่นี่


อินเดีย   ปากีสถาน
อินเดีย       ปากีสถาน

แคชเมียร์ ซึ่งเดิมเป็นรัฐอิสระนั้นประกอบด้วยจังหวัดต่างๆ แต่เรามักเรียกว่า "จามมูและแคชเมียร์" เพราะเป็นสองจังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด ส่วนจังหวัดอื่นๆ ก็ได้แก่ ลาดากห์ จิลจิต บาลติสถาน และสกาดูร์ ใน ค.ศ.1947 ปากีสถานเข้ายึดครองจังหวัดต่างๆ ในแคชเมียร์ไปได้หลายจังหวัด (บางส่วนจีนก็ยึดครองอยู่) นี่เป็นสาเหตุให้แคชเมียร์เข้ารวมเป็นรัฐหนึ่งของอินเดีย ทุกวันนี้จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดของรัฐเดิม ซึ่งได้แก่จามมูและแคชเมียร์ ก็ยังคงอยู่ในอำนาจปกครองของอินเดีย กลุ่มมุสลิมในเขตอินเดียที่สนับสนุนการแยกตัวได้ประกาศสงครามศักดิ์สิทธิ์กับอินเดีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดู และเริ่มทำการโจมตีในปี 1989 โดยส่วนมากจะโจมตีจากพื้นที่แคชเมียร์ส่วนที่เป็นของปากีสถาน รวมทั้งจากปากีสกถานและอัฟกานิสถาน จนถึงทุกวันนี้ความขัดแย้งก็ยังคงอยู่ โดยปากีสถานเองก็เริ่มตอบโต้กองกำลังกบฏอย่างโหดเหี้ยม สำหรับข้อมูลเบื้องลึก เชิญคลิกที่นี่


อิรัก
อิรัก

แม้สงครามอ่าวใน ค.ศ.1990 ซึ่งทหารฝ่ายอิรักเสียชิวิตกว่า 100,000 นายในการปะทะกับกองกำลังฝ่ายพันธมิตรจะจบไปแล้ว แต่จุดที่หมายสำคัญๆ ในอิรักก็ยังคงถูกโจมตีอยู่เป็นประจำจากเขตห้ามบินสองเขตที่ฝ่ายพันธมิตรจัดตั้งขึ้น


อิสราเอล  เลบานอน
  อิสราเอล     เลบานอน

ความขัดแย้งในเลบานอนเป็นต้นกำเนิดของคำว่า Lebanonization ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจในรูปต่างๆ ซึ่งผลจากสถานการณ์นั้นยากที่จะควบคุมได้ ความขัดแย้งหลายประการในเลบานอนเป็นผลมาจากลัทธิแบ่งแยกและความแตกต่างทางการเมือง ในทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ได้เกิดการปะทะระหว่างกลุ่มต่างๆ หลายครั้งหลายครา แต่ในสภาพสังคมของเลบานอนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ศัตรูในวันนี้อาจจะเปลี่ยนเป็นมิตรในวันข้างหน้าได้เสมอ เริ่มต้นตั้งแต่ยุคมืดของสงครามกลางเมืองในปี 1975 และ 1976 เหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นแทบจะไม่เคยว่างเว้น ส่วนหนึ่งในบรรดาโศกนาฎกรรมอันไม่จบไม่สิ้นได้แก่การที่อิสราเอลบุกเข้าไปในเลบานอนตอนใต้ เพื่อค้นหากลุ่มกบฏปาเลสไตน์ในปี 1978 การสู้รบของชาวคริสต์ในปลายทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 1980 การบุกรุกครั้งร้ายแรงของอิสราเอลในปี 1982 การปะทะกันเองระหว่างชาวปาเลสไตน์ในปี 1983 การสู้รบในภูเขาชูฟระหว่างทหารรัฐบาลเลบานอนและกองกำลังดรูซใน ค.ศ.1983 และ 1984 การทิ้งระเบิดสถานที่ต่างๆ ของรัฐบาลประเทศตะวันตกในปี 1983–84 การบุกยึดแบบอามาลในค่ายผู้อพยพชาวปาเลสไตน์ที่เบรุตตั้งแต่ ค.ศ.1985 ถึง 1988 และการสู้รบกันเองของกลุ่มมุสลิมชีอะในปี 1988 อิสราเอลได้ลงมือปฏิบัติการทางด้านการทหารครั้งใหญ่หลายครั้งที่พรมแดนเพื่อต่อต้านกลุ่มติดอาวุธชาวปาเลสไตน์ในปี 1978 และ 1982 รวมทั้งการโจมตีกลุ่มฮิซบูลลาห์ในปี 1993
ขณะที่อิสราเอลยึดครองเลบานอนตอนใต้ไว้เป็นเวลา 22ปี โดยให้การสนับสนุนกองทัพเลบานอนใต้ กลุ่มฮิซบูลลาห์ก็ได้รับความช่วยเหลือจากซีเรีย ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลกรุงเบรุต ในวันที่ 23 พฤษภาคมปี 2000 กองกำลังอิสราเอลได้ถอนกำลังออกจากเลบานอนตอนใต้เนื่องจากการโจมตีของกลุ่มฮิซบูลลาห์ ถึงตอนนี้กองกำลังซีเรียยังคงตรึงกำลังอยู่ในเลบานอน ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มศาสนายังคงดำเนินต่อไป พันธมิตรของวันนี้กลับเป็นศัตรูของวันพรุ่งนี้ นี่คือเลบานอน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมคลิกที่นี่

ตุรกี   เคอร์ดิสถาน
ตุรกี   เคอร์ดิสถาน

เคอร์ดิสถานเคยพ่ายแพ้ต่ออารยัน โรมัน เปอร์เซีย ซาฟาวิด และจักรวรรดิออตโตมัน นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ถึง 18 พื้นที่ส่วนใหญ่ของเคอร์ดิสถานเสียหายจนยับเยิน และชาวเคิร์ดมากมายถูกเนรเทศออกไปกระจัดกระจายอยู่ทั่วจักรวรรดิออตโตมัน ในปี 1597 ชาราฟ อัล-ดิน บิตลิซี นักประวัติศาสตร์ ได้เขียนประวัติศาสตร์ของชนชาติเคิร์ดเล่มแรกออกมา ใช้ชื่อว่า Sharafnama และอาหมัด คานี ได้แต่งมหากาพย์แห่งชาติชื่อ Mem-o-Zin ขึ้นใน ค.ศ.1695 เพื่อเรียกร้องรัฐเคิร์ด ในปีเดียวกันนั้นเองลัทธิชาตินิยมเคิร์ดก็ก่อตัวขึ้น แซนด์ ซึ่งเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ของชาวเคิร์ดนั้นสถาปนาขึ้นเมื่อ ค.ศ.1750 ทว่าพอถึง ค.ศ.1867 ก็ตกเป็นของรัฐบาลออตโตมันและเปอร์เซีย สถานการณ์ของชาวเคิร์ดยิ่งเลวร้ายลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สนธิสัญญาเซฟเรอคาดการณ์ว่าจะเกิดรัฐอิสระเคิร์ดขึ้นมา แต่สนธิสัญญาดังกล่าวถูกคัดค้านจากกลุ่มที่สู้รบเพื่อเรียกร้องเอกราช ฝรั่งเศสและอังกฤษได้แบ่งเขตออตโตมันเคอร์ดิสถานไว้ระหว่างตุรกี ซีเรีย และอิรัก มีการตั้งแคว้นเคิร์ดอิสระ (เคอร์ดิสถานแดง) ขึ้นในโซเวียตอาเซอร์ไบจันในทศวรรษที่ 1920 แต่ล้มเลิกไปเมื่อปี 1929 (ชุมชนชาวเคิร์ดถูกกวาดล้างออกไประหว่างปี 1992–1994 เมื่ออาร์เมเนียได้ผนวกเอาพื้นที่ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนากอร์โน-คาราบักห์ที่ยื่นออกไปนอกเขตประเทศตนหนึ่งกับอาร์เมเนียเข้ามา นี่เองเป็นสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจัน) ในปี 1945 ชาวเคิร์ดได้ก่อตั้งสาธารณรัฐขึ้นที่มาฮาบัด ในดินแดนประเทศอิหร่านซึ่งเป็นเขตยึดครองของโซเวียต สาธารณรัฐนี้อยู่ได้เพียงหนึ่งปีก็จะถูกกองกำลังอิหร่านเข้ายึดครองอีกครั้ง ในทศวรรษที่ 1970 ชาวเคิร์ดในอิรักสามารถปกครองตัวเองได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นเช่นนี้อยู่เพียงไม่นานเช่นกัน เนื่องจากทางอิรักเกิดสงสัยว่าชาวเคิร์ดได้ร่วมมือกับกองกำลังอิหร่านซึ่งยึดครองพื้นที่ดังกล่าวอยู่ก่อนหน้านี้ ในปี 1988 รัฐบาลแบกแดดจึงสั่งโจมตีเมืองฮาลับจาของเคอร์ดิสถานด้วยก๊าซพิษ มีชาวเคิรด์เสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าวถึงห้าพันคน ส่วนในตุรกี ชาวเคิร์ดได้ร่วมกันตั้งพรรคแรงงานแห่งเคอร์ดิสถาน (พีเคเค) ขึ้นในทศวรรษที่ 1980 โดยมีผู้นำคืออับดุลลาห์ โอซาลาน และเริ่มใช้อาวุธต่อต้านฝ่ายรัฐบาลตุรกี แต่โอซาลานก็มาถูกจับได้ในอิตาลีเมื่อปี 1999 ชาวเคิร์ดที่อาศัยอยู่ในตุรกีนั้นมีจำนวนทั้งสิ้น 10 ล้านคน กองทัพตุรกียังคงปักหลักแน่นหนาอยู่ในพื้นที่ชาวเคิร์ด และขู่ว่าจะคว่ำบาตรต่อซีเรียซึ่งสนับสนุนพรรคพีเคเค ทุกวันนี้ชาวเคิร์ด 20 ล้านคนทั้งในตุรกี อิหร่าน อิรัก และซีเรียยังเรียกขานบ้านเกิดของตนว่า "เคอร์ดิสถาน" แม้ว่าเคอร์ดิสถานจะถูกแบ่งแยกไปแล้วก็ตาม แต่ความจริงก็คือ ประเทศเหล่านั้น ซึ่งมักจะยึดถืออุดมการณ์การเมืองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ต่างก็ได้ดินแดนไปด้วยการรุกล้ำแย่งชิงทิ้งสิ้น


โคโซโว – ยูโกสลาเวีย
โคโซโว (ยูโกสลาเวีย)

โคโซโว: กลุ่มชาวอัลเบเนียเคแอลเอ (กองทัพปลดปล่อยโคโซโว) ในจังหวัดที่เป็นพื้นที่ของเซอร์เบียแห่งนี้ได้ทำสงครามกองโจรกับเซอร์เบียเพระต้องการได้จังหวัดนี้มาเป็นของตน นับจากเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1999 ชาวแอลเบเนียถูกบีบให้ออกจากโคโซโว ทำให้องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโตต้องเข้าโจมตีเซอร์เบีย เมื่อถึงเดือนกรกฎาคมปี 1999 กองกำลังเซิร์บถูกขับออกจากโคโซโว แล้วชาวโคโซโวเชื้อสายแอลเบเนียก็เริ่มโจมตีทำร้ายชาวโคโซโวเชื้อสายเซิร์บ ถึงวันนี้กลุ่มมุสลิมแอลเบเนียได้เผาโบสถ์คริสต์เก่าแก่นับศตวรรษไปแล้วหลายสิบแห่ง สำหรับข้อมูลละเอียดในไซต์นี้ เชิญลิกที่นี่


เม็กซิโก
เม็กซิโก

เพราะต้องการให้ชาวนาอินเดียนพื้นเมืองในแคว้นเชียปัสทางใต้ของประเทศเม็กซิโกได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีสิทธิอันควรจะมี กองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสตัส นำโดยชายผู้หนึ่งซึ่งรู้จักกันในชื่อของ "รองผู้บัญชาการมาร์กอส" จึงได้ประกาศสงครามกับรัฐบาลกลางเมื่อวันขึ้นปีใหม่ปี 1994 เชียปัสเป็นรัฐที่มีทรัพยากรต่างๆ อุดมสมบูรณ์มากที่สุดในเม็กซิโก และเป็นแหล่งน้ำมันสำรองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ กองทัพฝ่ายรัฐบาลจึงตอบโต้กลับมาบ้าง ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตนับร้อยในการสู้รบที่มีขึ้นแบบประปรายครั้งนี้ ความขัดแย้งยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อพวกเจ้าของที่ดินที่มีอิทธิพลได้ว่าจ้างหน่วยปฏิบัติการซึ่งสนับสนุนรัฐบาลให้ทำการโจมตีแก้เผ็ดอีกแรงหนึ่ง ในเดือนธันวาคมปี 1997 ผู้ลี้ภัยชาวอินเดียนท็อทซิลซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กได้ถูกสังหารหมู่โดยฝีมือของหน่วยปฏิบัติการ ส่งผลให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในเมืองต่างๆ ของเม็กซิโก นานาชาติได้ประณามเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้รัฐมนตรีในรัฐบาลหลายคนต้องลาออกจากตำแหน่ง สิ่งหนึ่งที่มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการต่อสู้ครั้งนี้ได้แก่สื่ออินเทอร์เน็ต ด้วยการเผยแพร่รายงานซึ่งเรียกขานกันว่า บันทึกของเชส แมนฮัตตัน ซึ่งเขียนขึ้นโดยริโอร์ดัน โรเอ้ สำหรับลูกค้าของเชสอีเมิร์จิงมาร์เก็ตส์ แรกเริ่มเดิมทีบันทึกฉบับนี้ตกไปถึงมืองของจดหมายข่าวเคาน์เตอร์พันช์ ของเคน ซิลเวอร์สไตน์และอเล็กซานเดอร์ ค็อกเบิร์น รายงานของโรเอ้เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลเม็กซิโก "กำจัด" พวกซาปาติสตัสเพื่อแสดงว่ารัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ภายในของเม็กซิโกไว้ได้ ต่อมาเมื่อเรื่องในจดหมายข่าวและตัวรายงานนั้นเองถูกเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต ผู้คนในวงกว้างจึงได้รับรู้เรื่องนี้ และเรื่องนี้ก็เป็นที่สนใจของพรรครีพับลิกันและเพโรท์ อดีตผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งคัดค้านการที่รัฐบาลคลินตันช่วยกอบกู้วิกฤติทางการเงินของเม็กซิโก ชาวเม็กซิกันโกรธแค้นที่รู้ว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทอยู่เบื้องหลังการที่ประธานาธิบดีเซดิลโลโจมตีกลุ่มซาปาติสตัสในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1995 ผลที่ได้คือความวุ่นวายและการเคลื่อนไหวต่อต้านทั้งรัฐบาลเม็กซิโกและเชสแมนฮัตตัน ซึ่งผลักดันให้ธนาคารเชสแมนฮัตตันไล่โรเอ้ออก และการเคลื่อนไหวดังกล่าวบีบให้รัฐบาลเม็กซิโกหยุดโจมตีแคว้นสองแคว้นในเชียปัส อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงคุกรุ่นต่อไปโดยมีประชาชนในพื้นที่ให้การสนับสนุนแก่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธจำนวนนับพันของซาปาติสตัส สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เชิญคลิกที่นี่


เซียร์ราลีโอน
เซียร์ราลีโอน

สงครามกลางเมืองของเซียร์ราลีโอนซึ่งปะทุขึ้นในปี 1991 เป็นความขัดแย้งที่ทั้งโหดเหี้ยมและสับสนซับซ้อน โดยมีรากฐานมาห้วงเวลาหลายปีของการบริหารประเทศที่เลวร้ายทารุณและสงครามกลางเมืองในไลบีเรียประเทศเพื่อนบ้าน สงครามครั้งนี้ถูกโหมให้รุนแรงขึ้นด้วยความมั่งคั่งจากเพชร และความคับแค้นใจอันหยั่งรากลึกในใจคนยากคนจนต่อชนชั้นปกครองผู้ร่ำรวยที่อาศัยอยู่ในฟรีทาวน์ เมืองหลวงริมฝั่งทะเล ผู้ที่ลงมือต่อสู้ในสงครามครั้งคือเด็กๆ และคนหนุ่มสาวเสียเป็นส่วนใหญ่ จัน กับบาห์ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีใน ค.ศ.1996 ทว่า เวลาการบริหารประเทศของเขาสั้นเหลือเกิน เพียงเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1997 กับบาห์ก็ถูกโค่นตำแหน่งโดยกองกำลังผสมของทหารและนักรบรุ่นเยาว์ของกลุ่มแนวร่วมเอกภาพเพื่อการปฏิวัติ (อาร์ยูเอฟ) อาร์ยูเอฟจัดตั้งขึ้นในปี 1991 โดยอดีตสิบตรีของกองทัพนามโฟเดย์ ซานโคห์ ซึ่งได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับกองทหารไลบีเรีย คือ แนวร่วมผู้รักชาติสำหรับไลบีเรีย นำโดยชาร์ลส เทเลอร์ ประธานาธิบดีไลบีเรีย อาร์ยูเอฟได้สู้รบกับกองทัพของเซียร์ราลีโอนอย่างไม่หยุดยั้งเป็นเวลาหลายปี ในปี 1997 อาร์ยูเอฟก็ได้ร่วมกับกลุ่มทหารซึ่งเรียกตัวเองว่า สภาการปฏิวัติกองกำลังติดอาวุธ หรือเอเอฟอาร์ซี กลุ่มทหารดังกล่าวถูกพวกอีโคม็อก ซึ่งหมายถึงกองกำลังแทรกแซงแอฟริกาตะวันตกขับไล่ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1998 และประธานาธิบดีกับบาห์ได้กลับคืนประเทศอีกครั้งหลงัจากถูกเนรเทศไปอยู่ที่กินี (เหล่าทหารรับจ้างของอังกฤษและแอฟริกาใต้ได้ให้ความช่วยเหลือกองกำลังแทรกแซงแอฟริกาใต้ที่นำโดยไนจีเรีย) ทหารบางส่วนของเอเอฟอาร์ซีประกาศยอมแพ้ แต่ที่เหลืออีกนับพันได้ถอนกองกำลังไปร่วมกับอาร์ยูเอฟในป่า กลุ่มกบฏได้รวมตัวกันใหม่โดยได้รับความช่วยเหลือจากไลบีเรียและบูร์กินาฟาโซ และเริ่มบุกโจมตีดุเดือดมากขึ้น ในเดือนพฤษภาคมปี 2000 กลุ่มกบฏได้จับทหารอีโคม็อกของสหประชาชาติไว้ รวมถึงกองพันทหารอินเดียนหนึ่งกองพัน ด้านอังกฤษได้ส่งทหารเข้าไปเพื่อช่วยเหลือพลเมืองอังกฤษและกองทัพเซียร์ราลีโอน และการสู้รบก็ยังคงดำเนินต่อไป สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่


ศรีลังกา
ศรีลังกา

ศรีลังกากล่าวว่าประเทศของตนมีพงศาวดารประวัติศาสตร์ลักษณ์อักษรต่อเนื่องกันที่เก่าแก่เป็นอันดับสองของโลก โดยได้บันทึกความตึงเครียดขัดแย้งในประเทศแห่งนี้ไว้ย้อนหลังกลับไปถึง 237ปีก่อนคริสต์กาล ลัทธิชาตินิยมได้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นในศตวรรษที่ 20 ชาวสิงหล (มีจำนวน 74% ของประชากร) มองว่าเอกภาพของศรีลังกานั้นต้องดำเนินไปพร้อมๆ กับหลักความเชื่อของศาสนาพุทธ และพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยกเกาะหรือการจะให้ชาวทมิฬ (12% ของประชากร นับถือศาสนาฮินดู) มีอิสระในการปกครองตัวเองมากกว่านี้ ในปี 1931 อังกฤษยินยอมให้ซีลอน (ศรีลังกา) ปกครองตนเอง และศรีลังก็ได้เอกราชเต็มตัวในปี 1948 เอส. ดับเบิลยู. อาร์. ดี. บันดราไนเก ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1956 เขาเป็นฝ่ายชาตินิยมสิงหล ชัยชนะครั้งนี้ทำให้เขาประกาศให้ภาษาสิงหลเป็นภาษาราชการของประเทศ รวมทั้งออกมาตรการอื่นๆ เพื่อต่อต้านชาวทมิฬออกมาด้วย ความตึงเครียดและความรุนแรงของทั้งสองฝ่ายยิ่งเพิ่มทวีขึ้นนับจากปี 1956 ในกลางทศวรรษที่ 70 ชาวทมิฬได้เรียกร้องขอจัดตั้งรัฐอิสระในภาคเหนือและตะวันออกของประเทศ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 1977 พรรคทียูแอลเอฟ ซึ่งสนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระได้ชัยชนะในพื้นที่ของชาวทมิฬ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ อย่างเช่น กลุ่มปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (แอลทีทีเอ) ได้เริ่มใช้ความรุนแรงเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกันนั้น ในปี 1983 ศรีลังกาได้ตกอยู่ในห้วงแห่งความรุนแรงอย่างเต็มรูปแบบ ในช่วง 2–3ปีที่ผ่านมาได้มีความพยายามเป็นระยะๆ ที่จะหาข้อยุติของความขัดแย้งดังกล่าว แต่ทั้งหมดก็ไม่เคยได้ผล ในปี 1995 รัฐบาลได้เปิดฉากการโจมตีพยัคฆ์ทมิฬอย่างเต็มที่ โดยดินแดนที่สำคัญที่ยึดไว้ได้ในเดือนเมษายน 1996 คือคาบสมุทรจาฟนา แต่กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬก็ยังคงโจมตีกองทหารและใช้ระเบิดพลีชีพ มาถึงเดือนพฤษภาคมปี 2000 คาบสมุทรจาฟนาตกอยู่ในความควบคุมของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอย่างสิ้นเชิง เป็นเหตุให้ศรีลังกาต้องขอความช่วยเหลือจากอินเดียในการถอนทหารจำนวนนับพันออกจากที่นั่น การต่อสู้ที่รุนแรงโหดเหี้ยมยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ มีประชาชนที่ถูกฆ่าตายไปแล้วประมาณ 50,000 คนจากการต่อสู้ครั้งนี้ สำหรับข้อมูลเชิงลึก เชิญคลิกที่นี่


ซูดาน
ซูดาน

ซูดาน ประเทศที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา ถูกบริหารโดยรัฐบาลทหารและพลเรือนอย่างไร้เสถียรภาพต่อเนื่องกันมา นับตั้งแต่ประเทศแห่งนี้ได้รับเอกราชในปี 1956 จากรัฐบาลร่วมแองโกล-อียิปต์ ความขัดแย้งเกิดขึ้นมายาวนานระหว่างชาวมุสลิมอาหรับทางตอนเหนือของซูดาน (เป็นที่ตั้งของรัฐบาล) และแอฟริกันผิวดำที่เป็นชาวคริสต์ทางตอนใต้ ความขัดแย้งดังกล่าวรุนแรงขึ้นภายหลังการกฎหมายชาเรียในปี 1983 ในรัฐบาลของประธานาธิบดีไนเมอรี กองทัพปลดปล่อยชาวซูดาน (เอสพีแอลเอ) เริ่มโจมตีภาคเหนือหนักขึ้นจนถึงขั้นครามกลางเมืองเต็มรูปในกลางทศวรรษ 1980 การเจรจาระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายการเมืองของกลุ่มเอสพีแอลเอมีขึ้นในปี 1988/9 แต่ก็มีอันต้องล้มเลิกไปเพราะสถานการณ์ต่างๆ ตอนที่นายพลโอมาร์ ฮัสซัน อาห์หมัด อัล-บาชีร์ทำรัฐประหารยึดอำนาจในเดือนมิถุนายน 1989 ในทศวรรษที่ 1990 กองกำลังรัฐบาลได้เปิดฉากการโจมตีทางอากาศไปยังเป้าหมายพลเรือนในซูดานตอนใต้ คาดว่ามีประชาชนเสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้มากกว่า 1.2 ล้านคน เหตุการณ์นี้เองที่สร้างความย่อยยับให้กับเศรษฐกิจของซูดาน สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่

SudanSierra LeoneMexicEstul MijlociuIraqJammu & KashmirSri LankaIndoneziaEtiopiaRepublica Democrata CongoColombiaCaucazBurundiKosovoAngolaAlgeriaAfganistan